ดาต้าเซ็นเตอร์แห่ลงทุนไทย แต่โจทย์ใหญ่คือ “น้ำ-ไฟ” และไทยได้อะไร?
สภาพัฒน์ชี้ Data Center ใช้น้ำ-ไฟสูง ไทยต้องเร่งวางระบบกำกับ คุมผลกระทบ พร้อมดันผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าให้มากขึ้น
โอนเงินผ่านแอปฯ ดูหนังบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง หรือแม้แต่การถามคำถามกับ AI สิ่งเหล่านี้มี “Data Center” เป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่เบื้องหลัง เพราะศูนย์ข้อมูลทำหน้าที่รวบรวมเซิร์ฟเวอร์ ระบบเครือข่าย จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ก่อนกระจายข้อมูลให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และเมื่อโลกกำลังเข้าสู่ยุค AI ความต้องการ Data Center ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดย McKinsey ประเมินว่า ระหว่างปี 2568-2573 การลงทุนใน Data Center และห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องทั่วโลก
อาจมีมูลค่าสะสมสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เอเชียแปซิฟิกอาจคิดเป็น 34% ของความต้องการ Data Center ทั่วโลกภายในปี 2573
แต่คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะดึงลงทุนเข้าประเทศได้เท่าไหร่” เพราะ Data Center ไม่ได้ใช้แค่ที่ดินและแรงงาน แต่ต้องใช้ ไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรจำนวนมาก และหากประเทศไทยต้องการให้การลงทุนนี้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ไทยจะได้อะไรนอกจากอาคาร Data Center ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของเรา
ต่างประเทศลงทุน Data Center แล้วได้อะไร?
ลองดูกรณีของ Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ Data Center สำคัญของโลก ระหว่างปี 2561-2567 พื้นที่ Data Center เพิ่มจาก 13 ล้านเป็น 43 ล้านตารางฟุต และสร้างรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นสูงถึงประมาณ 890 ล้านดอลลาร์ต่อปี
รายได้ดังกล่าวถูกนำกลับไปพัฒนาพื้นที่ ทั้งการปรับปรุงถนนและการสร้างโรงเรียน โดยมีข้อมูลว่ารายได้ภาษีจาก Data Center สามารถนำไปสนับสนุนการสร้างโรงเรียนใหม่ได้ถึง 36 แห่ง
ในภาพรวมของสหรัฐฯ การขยายตัวของ Data Center ยังสัมพันธ์กับการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% ค่าจ้างรวมเพิ่มขึ้นราว 5% และจำนวนสถานประกอบการเพิ่มขึ้นประมาณ 4.7%
แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Data Center จะสร้างประโยชน์ให้ทุกพื้นที่เท่ากัน เพราะการจ้างงานและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มกระจุกตัวในเขตเมืองหรือพื้นที่ที่มีฐานการจ้างงานเดิมอยู่แล้ว
แต่ Data Center ก็มี “ต้นทุน” ที่ต้องจ่าย
สิ่งที่หลายประเทศพบเหมือนกันคือ Data Center ต้องใช้ทรัพยากรสูง โดยเฉพาะ น้ำและไฟฟ้า
กรณีของเมือง Middenmeer ในเนเธอร์แลนด์ Data Center ใช้น้ำดิบสำหรับระบบหล่อเย็นประมาณ 84 ล้านลิตรต่อปี สูงกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรกเพียง 12-20 ล้านลิตรต่อปี
ขณะที่ไอร์แลนด์มีการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center คิดเป็นประมาณ 21% ของการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ส่วนสหรัฐฯ ก็มีกรณีฟ้องร้องผู้ประกอบการ AI จากปัญหามลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าให้ Data Center
นั่นทำให้โจทย์ของ Data Center ไม่ได้จบแค่เรื่อง “ลงทุนหรือไม่ลงทุน” แต่กลายเป็นเรื่องว่า จะบริหารทรัพยากรอย่างไรไม่ให้การลงทุนของธุรกิจหนึ่งไปเบียดบังทรัพยากรของภาคครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมอื่น
โดยเฉพาะ “น้ำ” ซึ่งแตกต่างจากไฟฟ้า เพราะไฟฟ้าสามารถส่งผ่านระบบสายส่งและบริหารจัดการในระบบได้ แต่ปัญหาน้ำมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และแหล่งน้ำมากกว่า และกระทบทั้งประชาชน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำเช่นเดียวกัน
ลงทุนเยอะ แต่ท้องถิ่นอาจได้แค่ “งานก่อสร้าง”
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ไทยหรือประเทศเจ้าบ้านได้เข้าไปอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่ Data Center
ห่วงโซ่อุปทานของ Data Center ตั้งแต่ต้นน้ำมีทั้งระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม ที่ดิน อุปกรณ์ไอที เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยประมวลผล และอุปกรณ์เครือข่าย
ส่วนกลางน้ำมีทั้ง Private Data Center, Colocation, Public Cloud รวมถึงบริการบริหารจัดการระบบ Cloud เครือข่าย และการบำรุงรักษาศูนย์ข้อมูล
ขณะที่ปลายน้ำคือกลุ่มลูกค้า เช่น ไอทีและโทรคมนาคมประมาณ 38% ธนาคาร การเงิน และประกันภัย 26% ภาครัฐ 15% พลังงานและสาธารณูปโภค 9% และอื่น ๆ 12%
ปัญหาคือ หากประเทศเจ้าบ้านเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพียงช่วงก่อสร้าง พัฒนาที่ดิน และสาธารณูปโภค ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็อาจไม่ได้ต่อเนื่องไปถึงช่วงที่ Data Center เปิดดำเนินการแล้ว
ตัวอย่างจากสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นภาพชัดว่า ช่วงก่อสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ อาจมีตำแหน่งงานถึง 1,700 ตำแหน่ง แต่เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้ว เหลือเพียงประมาณ 160 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิศวกร ช่างเทคนิค และพนักงานรักษาความปลอดภัย
กรณีของสวีเดนก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง แม้ประเทศจะได้ประโยชน์จากพื้นที่ การก่อสร้าง และการเชื่อมต่อกับระบบพลังงาน แต่เทคโนโลยีที่เป็นกรรมสิทธิ์ยังคงอยู่กับเจ้าของ Data Center ไม่ได้ถ่ายโอนมายังผู้ประกอบการท้องถิ่น
หลายประเทศจึงไม่ได้ “เปิดให้ลงทุน” อย่างเดียว
บทเรียนจากต่างประเทศคือ เมื่อ Data Center ขยายตัว รัฐต้องวางระบบกำกับควบคู่ไปกับการส่งเสริมการลงทุน
สหภาพยุโรปมีการจัดทำฐานข้อมูลกลางให้ผู้ให้บริการ Data Center รายงานประสิทธิภาพการใช้พลังงานและ Water Footprint รวมถึงอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานเพื่อจัดระดับประสิทธิภาพด้านพลังงานของ Data Center
สิงคโปร์เคยระงับการอนุญาตก่อสร้าง Data Center ชั่วคราวในช่วงปี 2562-2565 ก่อนกลับมาเปิดรับการลงทุนอีกครั้งพร้อมเงื่อนไขที่เข้มขึ้น เช่น ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนหรือมีเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน พร้อมจัดทำ Digital Infrastructure Bill และ Green Data Center Roadmap
มาเลเซียก็ใช้วิธีเพิ่มเงื่อนไขเช่นกัน โดยรัฐสลังงอกำหนดให้ Data Center แห่งใหม่ต้องมี Local Content ไม่น้อยกว่า 30% ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติ Data Center บางระดับที่มีการใช้น้ำสูง
พูดง่ายๆ คือ ต่างประเทศเริ่มตั้งคำถามว่า ถ้าจะให้ Data Center เข้ามา แล้วประเทศต้องได้อะไรกลับมา และต้องแลกกับทรัพยากรเท่าไหร่
แล้วไทยอยู่ตรงไหน?
ประเทศไทยเองไม่ได้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของ Data Center แล้ว ปัจจุบันมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 42 แห่ง ขณะที่โครงการ Data Center และ Cloud Service ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 36 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 7.28 แสนล้านบาท
แต่โจทย์สำคัญคือ ไทยยังไม่มีหน่วยงานหลักที่กำกับดูแล Data Center ตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงเปิดดำเนินการ และยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับธุรกิจนี้
ทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแล เช่น บางโครงการอาจก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้าทั่วไป ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็น Data Center
ขณะเดียวกัน ประมาณ 60% ของมูลค่าการลงทุน Data Center มาจากอุปกรณ์ไอที ซึ่งไทยยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก นั่นหมายความว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากอาจไม่ได้หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยทั้งหมด
ผู้ประกอบการไทยที่ได้ประโยชน์ในปัจจุบันจึงยังเน้นไปที่งานก่อสร้าง พัฒนาที่ดิน และสาธารณูปโภคเป็นหลัก
“ไฟ” อาจจัดการได้ แต่ “น้ำ” คือโจทย์ใหญ่
ประเทศไทยเริ่มมีกลไกรองรับการลงทุนแล้ว เช่น การตั้งคณะอนุกรรมการด้านการจัดการพลังงานเพื่อดูความพร้อมของน้ำและไฟ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการดำเนินโครงการนำร่อง Direct PPA เพื่อซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง
แต่รายละเอียดเรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และกลไกบังคับใช้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
ขณะเดียวกัน การกำกับ Data Center ของไทยไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานเดียว เพราะหากโครงการไม่ขอรับการส่งเสริมจาก BOI ก็ยังสามารถไปขอใบอนุญาตจากหน่วยงานอื่น เช่น กสทช. ได้
และนี่คือหนึ่งในปัญหาที่ต้องแก้ เพราะปัจจุบัน Data Center ยังไม่ได้ถูกนิยามอย่างชัดเจนว่าเป็น “อุตสาหกรรม” หรือ “ธุรกิจประเภทใด” ทำให้สามารถเลือกพื้นที่ดำเนินการได้หลากหลาย ตั้งแต่การสร้างใหม่ ไปจนถึงการนำอาคารเดิมมาปรับเป็น Data Center
โจทย์ต่อไปจึงไม่ใช่แค่ “ดึงเงินลงทุน”
สิ่งที่สภาพัฒน์เสนอคือ ไทยอาจต้องมีระบบกำกับ Data Center ที่ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การมีหน่วยงานหลักเพื่อประสานและติดตามโครงการ การพิจารณา EIA ก่อนก่อสร้าง การปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ Data Center ไปจนถึงการกำหนดเป้าหมายการใช้ไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงการรายงานข้อมูลที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกันต้องสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่ามากขึ้น ทั้งการกำหนดสัดส่วนสินค้า บริการ และแรงงานภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
อีกด้านคือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร โดยผลักดันให้ Data Center ใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมาใช้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะประเด็นการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อพื้นที่
เพราะสุดท้าย “สร้างเสร็จ” ไม่เท่ากับ “สร้างประโยชน์”
ประเด็นที่น่าสนใจจากวงหารือครั้งนี้คือ ไทยยังไม่สามารถสรุปได้ว่า Data Center จะช่วยเพิ่ม GDP หรือสร้างการจ้างงานได้เท่าไหร่ เพราะการลงทุน Data Center เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น และ Data Center เองก็มีหลายโมเดล ทั้ง Co-location และ Build-to-suit
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หลังสร้าง Data Center เสร็จแล้ว จะมีใครนำระบบเหล่านี้ไปใช้ทำอะไร
เพราะหาก Data Center เป็นเพียงอาคารที่นำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ ใช้น้ำและไฟจากทรัพยากรในประเทศ และสร้างงานจำนวนมากเฉพาะช่วงก่อสร้าง ไทยอาจได้ประโยชน์เพียง “รอบแรก” ของการลงทุน
แต่หากสามารถทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธุรกิจไทยใช้ Cloud, AI และเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากขึ้น สร้างทักษะแรงงานใหม่ และดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องเข้ามาได้ เมื่อนั้น Data Center จึงจะไม่ได้เป็นเพียง “โครงการลงทุนขนาดใหญ่” แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ดังนั้น คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบต่อจากนี้อาจไม่ใช่ “จะรับ Data Center เพิ่มอีกกี่แห่ง?”
แต่คือ “รับแล้ว…ไทยจะได้อะไรกลับมา?”
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB